logo

เฮา

เฮาบ่ฮัก ไผจะมาฮัก เฮาบ่เฮียน ไผจะมาเฮียน เฮาบ่สืบ ไผจะมาสืบ  

ผญา กวีของคนมีสติปัญญา


 “ผญา”

อ่านว่า ผะ-หญา
มาจากคำว่า ปัญญา หรือ ปรัชญา

ผญาในความหมายนี้ มิใช่เพียงถ้อยคำไพเราะ
แต่คือ กวีของคนมีสติปัญญา
เป็นภาษาของผู้มีเชาว์ มีไหวพริบ มีภูมิธรรม
เมื่อจะเอื้อนเอ่ยท่าทีต่อสิ่งใด
ก็เอื้อนเอ่ยอย่างคมคาย
ให้ถ้อยคำมีอรรถรส
เผยให้เห็นชั้นเชิงของผู้พูด
และภูมิชั้นของความเป็นปราชญ์ในเรื่องนั้น ๆ

ผญาภาษิตอีสาน–ลาวล้านช้าง
คือคำพังเพยเชิงปริศนา
ที่แฝงความจริงอันเป็น สุจธรรม
ฟังแล้วไพเราะ
อ่านแล้วได้คติ
ชวนให้หยุดคิดทุกครั้งที่พบเจอ

หากสันนิษฐานตามร่องรอยทางวัฒนธรรม
ผญาเหล่านี้อาจเป็น วลีธรรม
เป็นคำอุทาน คำสอน คำสะกิดใจ
ของเถราจารย์ นักปราชญ์ ผู้คงแก่เรียน
ซึ่งอาจเทียบได้กับ เถรคาถา ของพุทธสาวก
หรือ โกอาน ปริศนาธรรมในแบบเซน

เป้าหมายไม่ใช่การอธิบาย
แต่เพื่อให้ เกิดการขบคิด
เกิด ทิฏฐิปัตตะ
นำไปสู่การเห็นแจ้ง
หรือสิ่งที่เรียกว่า ซาโตริ

สำหรับผู้ที่เป็นนักปฏิบัติธรรม
อารมณ์สมาธิของเขา
เปรียบเหมือนแว่นขยาย
ที่ส่องให้เห็นความลับ
ซึ่งซ่อนอยู่ในรูปของผญา

ผญาภาษิตจึงมิใช่ถ้อยคำธรรมดา
แต่เป็น ลายแทง
ที่ชี้ไปสู่ขุมทรัพย์อันประณีต
คือ อริยทรัพย์ภายใน

แม้ผญาจะไม่ใช่แผนที่
ที่แจกแจงเส้นทางธรรมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน
ไม่ใช่คำอธิบายวิปัสสนาญาณตามตำรา
แต่ผญาคือ ความคิดรวบยอด
ในอารมณ์ภาวนา

อย่างน้อยที่สุด
มันคือถ้อยคำที่ช่วย “กระตุกใจ”
ให้เกิดการตื่นรู้แบบฉับพลัน
หรือช่วยเขี่ยไฟแห่งความเพียร
ที่ใกล้มอดดับ
ให้ลุกโพลงขึ้นมาอีกครั้ง

ดังผญาที่ว่า

“เต่าบ่ไป
ให้เอาไฟจูดก้น”

ล้านนา – ล้านช้าง รากเดียวกันของแผ่นดิน ภาษา และปัญญาชีวิต

  ล้านนา – ล้านช้าง


รากเดียวกันของแผ่นดิน ภาษา และปัญญาชีวิต


ก่อนจะมีเส้นพรมแดน

ก่อนจะมีคำว่า “ประเทศ”

แผ่นดินแถบนี้เคยมีเพียงผู้คน ภาษา และวิถีชีวิต

ที่ไหลเวียนไปตามลุ่มน้ำ ป่าเขา และฤดูกาล


  ล้านนา   และ   ล้านช้าง  

มิได้แยกจากกันตั้งแต่ต้น

หากเป็นแขนงของต้นไม้ต้นเดียวกัน

ที่แตกกิ่งงอกงามอยู่คนละฟากภูเขา คนละสายธาร


ภาษาพูดใกล้กัน

อักษรธรรมอ่านถึงกัน

พุทธศาสนาเถรวาทเป็นแก่นเดียว

ผี–ขวัญ–ความเชื่อพื้นบ้านวางอยู่เคียงพุทธธรรมอย่างกลมกลืน


เมื่อฟังคำเมืองล้านนา

คนลาวเข้าใจ

เมื่ออ่านผญาล้านช้าง

หัวใจคนล้านนาก็สะเทือน


เพราะนี่คือ   ภาษาของชีวิต  

ไม่ใช่ภาษาของอำนาจ


   


   “ผญา” : ปรัชญาชาวบ้านที่ยืนยาวกว่าราชอาณาจักร


ถ้าล้านนาเด่นในคำสอน กาพย์กลอน คัมภีร์ใบลาน

ล้านช้างก็มี “ผญา”

ถ้อยคำสั้น ๆ ที่สั่งสมภูมิปัญญาหลายชั่วคน

เป็นคำสอนที่ไม่ต้องเข้าวัดก็ได้ธรรม

ไม่ต้องอ่านออกเขียนได้ก็เข้าใจชีวิต


ผญาไม่ได้สอนให้เป็นนักปราชญ์

แต่สอนให้เป็น   คนไม่ลืมคน  


  คันเจ้าได้อยู่ยอดฟ้าผาสาทประดับมุข

  อย่าได้ลืมเฮียมทุกข์ผู้ขี่ควายคอนกล้า


เมื่อได้สูง อย่าลืมคนต่ำ

เมื่อได้ดี อย่าลืมคนลำบาก

คำสอนนี้ไม่ต้องแปล

เพราะโลกวันนี้ยังต้องการอยู่เสมอ


   


   ความดีงามที่ไม่ต้องหรูหรา


ผญาไม่ได้สรรเสริญความร่ำรวย

แต่เตือนให้รู้จัก   ความพอดี  


  คันได้กินลาบซิ้นอย่าลืมแจ่วแพวผัก

  ได้กินพาเงินพาคำอย่าลืมกระเบียนฮ้าง


กินของดี อย่าดูแคลนของบ้าน ๆ

ได้ภาชนะเงินทอง อย่าลืมกระด้งผุ

นี่คือการสอนให้   ถ่อมตนโดยไม่ต้องสั่ง  


   


   เปลือกนอกไม่ใช่สาระ


ผญารู้เท่าทันมนุษย์มานาน

รู้ว่าความงาม ความดี ความรู้

ไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดัง


  เกลี้ยงแต่นอก ทางในเป็นหมากเดื่อ

  หวานนอกเนื้อในส้มดั่งหมากนาว


คำพูดดี รูปลักษณ์งาม

อาจไม่เท่าความจริงใจและการกระทำ


   


   ความรู้ที่ไม่ใช้ ก็ไม่ต่างจากไม้ตีผิดที่


ผญาไม่ปฏิเสธความรู้

แต่เตือนให้ใช้ให้เป็น


  คนผู้มีความฮู้ ซูซีเฮ็ดบ่แหม่น

  ความฮู้มีท่อแผ่นฟ้า เป็นบ้าท่อแผ่นดิน


รู้มากแต่ใช้ไม่เป็น

ก็พาตัวเองหลงทาง


   


   ผญา : สะพานเชื่อมล้านนา–ล้านช้างในวันนี้


ในวันที่โลกหมุนเร็ว

คำสอนสมัยใหม่พรั่งพรู

ผญายังคงยืนอยู่เงียบ ๆ

เหมือนผู้เฒ่าที่ไม่แย่งไมค์ใคร

แต่พูดทีเดียว คนฟังเงียบทั้งวง


ผญาไม่ใช่ของลาวอย่างเดียว

ไม่ใช่ของล้านช้างเท่านั้น

แต่คือ   มรดกปัญญาของคนไททั้งผืนแผ่นดิน  


การเผยแผ่ผญา

จึงไม่ใช่การย้อนอดีต

แต่คือการพา “ราก”

กลับมาหล่อเลี้ยง “ปัจจุบัน”


และนี่เอง

คือภารกิจของ   หอศิลปะมรดกกวีล้านนา  

ที่จะทำให้ถ้อยคำเก่า

ยังมีชีวิตในหัวใจคนรุ่นใหม่